Fic Two Tone : Bali Hai and Dune
posted on 13 Oct 2007 11:05 by rain-drop
Fic Two Tone : Bali Hai and Dune
วันที่โพส:Sat Jul 14, 2007 7:17 pm
นักแสดงรับเชิญ:เลโอ ไอโอเรีย เเละ เเคนเซอร์ เดสมาร์ค
ดีค่า*0*
ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นนะคะ รวมถึงผู้อ่านที่ไม่ได้เเสดงตัวด้วย^ ^
เเละในวันนี้ มูนดรอปก็มีฟิคใหม่มาเสนอค่า คราวนี้มาเป็นเเพคคู่ 2เรื่อง2สไตล์เลย
เเละก็ตั้งใจว่าจะเอามาโพสลงพร้อมๆกันด้วย (เพราะว่าเขียนพร้อมกัน2เรื่อง) เเละมันคงจะให้ความรู้สึกที่เเตกต่างกันดีนะคะ
เรื่องเเรกBali Hai นั้น ต้องขอบอกว่านำพลอตมาจากเพลงชื่อเดียวกันนี่ล่ะค่ะ ดังนั้นมูนดรอปก็เลยนำเนื้อเพลงบางท่อนมาใช้ด้วย โดยจะเน้นให้นึกถึงสีฟ้าเป็นหลัก อิอิ
ส่วนเรื่องที่2 Dune อันหมายถึงเนินทรายนั้น ไม่ได้มีเเหล่งที่มใช้อ้างอิงค่ะ ซึ่งค่อนข้างจะออกไปทางสีเหลือง ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามได้ต่อจากเรื่องเเรกเลยค่ะ
----------------------------------------------------
Bali Hai
ในที่สุดมันก็ผ่านพ้นไปแล้วใช่ไหม....
พายุมฤตยูที่เฝ้าพัดโหมกระหน่ำไม่หยุดมาถึง14วัน14คืนเต็มๆ...
มหันตภัยร้าย.. ที่กวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างลงสู่ท้องมหาสมุทร กลืนกินชีวิตลูกเรือมากมาย แทบจะมิแตกต่างอะไรกับอสูรกายแห่งท้องทะเลลึกที่มีตัวตนอยู่แค่ในตำนานปรัมปราของชาวเรือ
เสียงไชโยโห่ร้องอย่างยินดีของพวกกลาสีที่ยังเหลือรอด ท่ามกลางท้องฟ้าใสและแสงตะวันอันอบอุ่นอ่อนโยน กับสายลมเย็นระรื่นที่พัดพาเอากลิ่นไอแห่งความหวังมาให้ เปรียบเสมือนเสียงเพลงกล่อมเด็กสำหรับข้าในเวลานี้
ถึงแม้ว่าบนเรือจะไม่มีน้ำจืดเหลืออยู่เลย อีกทั้งเสบียงทั้งหมดก็ยังถูกคลื่นซัดจมหายไปในทะเลตั้งแต่2วันก่อน เมื่อพวกเราสุดที่จะคุ้มครองมันเอาไว้ได้
เพียงแค่จะเอาชีวิตให้รอดจากคลื่นมฤตยูนั่นก็แทบแย่แล้ว.....
ทว่า....
ถึงกระนั้นพวกเราทุกคนก็ยังคงมีความหวังว่า เราจะต้องได้พบแผ่นดินในอีกไม่นาน และเมื่อถึงเวลานั้น เราจะได้อาบน้ำหลังจากที่ไม่ได้อาบมานานแรมเดือน ได้ดื่มและกินมากเท่าที่ต้องการ
ข้าหลับตาลงช้าๆ...... พยายามจะไม่นำพากับความเจ็บปวดจากบาดแผลที่กลางหลังอันเกิดจากเสากระโดงเรือที่หักลงมาฟาด
หากว่าข้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่ง คืนนั้นคงจะเป็นคืนสุดท้ายที่ข้าจะได้มีลมหายใจอยู่บนโลกนี้.....
เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ข้านึกขอบใจต่อชะตากรรมที่ทำให้ข้าได้กลายเป็นเซนต์..... ด้วยนามของเลโอ ไอโอเรีย ย่อมเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า..
บาดแผลแค่นี้มันขี้ประติ๋วเพียงไร
หึ..... หากสวรรค์อยากจะได้ชีวิตข้า คงจะต้องใช้มากกว่าคลื่นกระจอกงอกง่อยนั่นล่ะนะ
ทว่า.......
ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ข้ายังคงยืนกรานที่จะมีชีวิตรอดต่อไปก็คือ.... ..จดหมายของเจ้า.....
ยอดรักของข้า....
ด้วยลายมืออันสวยงามน่ารักในกระดาษแผ่นน้อยที่เจ้าทิ้งใว้ให้ข้า มันทำให้ข้าตัดสินใจออกเดินทางตามหาเจ้า มายังแดนดินถิ่นทะเลใต้ที่อยู่ไกลแสนไกลสุดขอบฟ้า......
ข้าไม่เชื่อพวกเขาหรอก แม้ว่าใครๆจะบอกข้าว่าเจ้าตายแล้ว แต่ข้ารู้....
ว่าเจ้ายังคงรอข้า อยู่ที่ไหนสักแห่ง......
……If you try, you'll find me Where the sky meets the sea.
Here am I your special island Come to me, Come to me…………
ข้าก็กำลังไปหาเจ้าอยู่นี่ไง....
เจ้าคงกำลังแหงนมองท้องฟ้าเบื้องบนเงียบๆเพียงลำพังอย่างเช่นเคยสินะ พร้อมทั้งเก็บความเหงาและโหยหาเอาไว้ในใจ ด้วยความที่เจ้าเป็นเซนต์หญิงจึงมิอาจจะกระทำสิ่งที่ตรงกับใจได้...
และข้าก็เห็นใจเจ้าตลอดมา.....
แต่เจ้ารู้มั้ย..... ว่าการเป็นเซนต์ชายก็มิได้ทำให้หัวใจข้าได้เป็นอิสระนักหรอก.... เมื่อสตรีที่ข้าเฝ้าหลงรักมาตลอดระยะเวลาหลายปีนั้น... ช่างไว้ตัวเหลือเกิน
ด้วยกฏเกณฑ์ข้อห้ามมากมายของการเป็นเซนต์หญิงมันรัดตัวเจ้าไว้เสียแน่นเลยใช่ไหม... เจ้าจึงยอมถอดหน้ากากออก ก็ต่อเมื่อเวลาที่เจ้าเข้ามาหาข้าในยามค่ำคืน.... ในความฝันของข้าเท่านั้น....
แต่ว่าครั้งนี้ข้าจะไม่อดทนอีกต่อไปแล้ว...
หากว่าข้าพบเจ้า... คราวนี้ข้าจะโอบกอดเจ้าไว้ด้วยสองแขนของข้า ข้าจะจุมพิตเจ้าให้สมกับความคิดถึงที่อัดแน่นจนเจียนระเบิดออกมาจากอก
เจ้าเป็นของข้า.... ของข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น......
“เห็นแผ่นดินแล้ว!!!!”
เสียงตะโกนก้องอย่างแสนยินดีปลุกให้ข้าตื่นจากภวังค์ พร้อมด้วยเสียงวิ่งโครมครามของเหล่าลูกเรือไปยังกราบเรือฝั่งหนึ่งที่แหว่งหายไปเกินครึ่ง ก่อนที่คนอื่นๆจะกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจสุดชีวิต
....พวกเรารอดตายแล้ว.......
ความคิดนั้นทำให้ความเจ็บปวดและเหนื่อยล้าที่ประดังกันเข้ามาพลันเลือนหายไปหมด
ข้ากวาดสายตามองดูใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มของพวกเขาอย่างยินดี พร้อมกับจับมือกับทุกคนด้วยความปลื้มปิติ
เกาะกลางทะเลอันแสนโดดเดี่ยวที่เห็นลิบๆอยู่เบื้องหน้า เปรียบเสมือนรางวัลจากพระผู้เป็นเจ้า ที่ใด้ประทานให้แก่พวกเราทุกคน ที่สามารถเอาชีวิตรอดมาจากการทดสอบของพระองค์ได้
แต่กระนั้นข้าก็รู้ดี ว่ารางวัลสูงสุดของข้ามิใช่เกาะเล็กๆเบื้องหน้านั้น......
Bali Ha'i will whisper… In the wind of the sea…
"Here am I, your special island!..... Come to me, come to me!"
ราวกับว่าเกาะนั้นจะมีมนตร์ขลังบางอย่าง เมื่อข้าแน่ใจว่ามันกำลังเพรียกหาข้าอยู่ เสียงกระซิบอันอ่อนหวานนุ่มนวลของมันล่องลอยอยู่ในสายลม ทว่า....
ข้ากลับได้ยินเป็นเสียงของเจ้ามากกว่า....
เจ้ากำลังเพรียกหาข้าใช่มั้ย ...ยอดรักของข้า....
You'll hear me call you, Singin' through the sunshine
Sweet and clear as can be………
หึ.... เจ้าช่างน่ารักเสียจริง.....
แล้วข้าจะรับขวัญเจ้า ให้สมกับที่รอคอย....
อีกไม่นานแล้ว.... ยอดรัก.. อีกไม่นานเราก็จะได้พบกัน......
~End~
Dune
ท้องฟ้าในค่ำคืนนี้ช่างงามเหลือเกิน......
ดวงดาวอันเกลื่อนท้องฟ้ายามราตรีที่กระพริบแสงวับวาวประชันกันอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างสีดำสนิทนั้น พอจะบรรเทาความทรมานในจิตใจของข้าให้เบาบางลงได้บ้าง
ในขณะที่เนินทรายน้อยใหญ่ที่มองเห็นจากมุมสูงของพระราชวังในยามทิวา เมื่อต้องแสงตะวันอันแผดร้อนเห็นเป็นลูกคลื่น ลูกแล้วลูกเล่าต่อเนื่องกันออกไปไม่มีที่สิ้นสุดนั้น กลับทำให้ใจข้าอ้างว้างเดียวดายยิ่งนัก
ถึงแม้นว่าข้า.... จะประสบความสำเร็จในการปฏิวัติยึดอำนาจจากเชษฐาต่างมารดาของข้า แล้วปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แทนที่แล้ว
เสียงก่นด่าประณาม เหยียดหยามดูแคลนจากวงศาคณาญาติที่เคยได้ยินกรอกหูอยู่ทุกค่ำเช้าตั้งแต่จำความได้นั้นก็ยังคงดังก้องอยู่ในหัว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า....
ด้วยเหตุที่ข้าถือกำเนิดขึ้นมาจากนางทาสในฮาเร็มของพระบิดาข้า.....
เจ้าชายองค์น้อย.. จึงไม่เป็นที่ต้องการของผู้ใดทั้งสิ้น
พวกมันพากันดูถูกเหยียดหยามกระทั่งมารดาข้า และปฏิบัติต่อข้าราวกับสัตว์ตัวหนึ่งก็มิปาน...
แม้นว่าในยามนี้ ซากอันปราศจากวิญญาณของพวกมัน จะถูกแขวนเอาไว้ให้เป็นทานแก่แร้งกาอยู่ที่ด้านนอกกำแพงเมืองตั้งนานแล้ว
ทว่า....
มันก็หาได้ทำให้จิตใจอันรุ่มร้อนไปด้วยเพลิงแค้นของข้าเบาบางลงไม่.....
อาจเป็นด้วยเพราะบรรดาเหล่าเสนาข้ารับใช้น้อยใหญ่ที่แสดงท่าทียำเกรงต่อข้า ด้วยหัวใจที่คิดคดไม่ซื่อตรง ข้ารู้ดี........
วันใดที่ข้าเผลอ วันนั้นพวกมันคงจะไม่รีรอที่จะปาดคอข้า.... เช่นเดียวกับที่ข้าได้กระทำต่อเหล่าเชษฐาและอนุชาของตนเอง
ข้าโหดเหี้ยมอำมหิต เลือดเย็น ไร้หัวใจ.. และมันก็ช่างสมกับนามที่พวกมันตั้งให้ข้ายิ่งนัก....
แคนเซอร์ เดธมาร์ค
....หึ... ข้าชอบชื่อนี้จริงๆ.....
แต่ในเวลานี้ข้าจะเก็บชีวิตของพวกมันไว้ก่อน แม้ว่าเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ทั้ง2ของข้าที่มักจะหมอบอยู่แทบเท้าข้ามิห่าง จะแสดงทีท่ากระตือรือร้นอยากจะลิ้มรสเนื้อของพวกมันก็ตามที
.....สักวันหนึ่งเถอะ ข้าจะให้พวกเจ้าจะได้ลิ้มรสเลือดเนื้อของพวกมัน
ข้าขอสัญญา เจ้าเพื่อนยาก.....
ข้ายกมือขึ้นลูบขนสั้นเกรียนสีดำมันวาวดุจกำมะหยี่ของสหายรัก ในขณะที่มันครางเสียงต่ำอยู่ในลำคออย่างพออกพอใจ ก่อนจะเหยียดร่างนอนตะแคงและกางเล็บออกอันแสดงถึงท่าทางที่สนิทชิดเชื้ออย่างที่สุด หากแต่ข้ากลับมิได้แย้มยิ้ม.......
เมื่อหัวใจข้า ได้ลอยไปสู่เขตหวงห้ามของฝ่ายใน....
และก็เช่นเดียวกับทุกค่ำคืน ที่เท้าทั้ง2ที่ซื่อสัตย์ต่อหัวใจของตน จะได้นำพาร่างไปยังแหล่งพักพิงและที่สิงสถิตของหัวใจ...
ไปยังห้องของนาง.....
สตรีผู้อยู่เหนือสตรีทั้งมวล.....
นางผู้มีเส้นเกศาและดวงเนตรสีม่วงอันเปล่งประกายงดงามยิ่งกว่าดวงดาวบนฟากฟ้า....
ผู้ที่ข้าจ่ายเงินซื้อมา เช่นเดียวกับนางอื่นๆในฮาเร็ม
ข้าหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของนางแล้วแหวกม่านแพรบางใสเข้าไป ก่อนจะต้องประหลาดใจด้วยที่ผ่านมา ข้ามักจะพบว่านางเข้านอนแล้วทุกครั้งไป
ทว่าคืนนี้.... นางกลับยืนคอยข้าอยู่ ด้วยสีหน้าและท่าทางที่สงบนิ่งและสูงส่งราวกับนางพญา
....นางจะรู้หรือไม่
ว่าเหตุใดข้าจึงมิเคยได้แตะต้องเชยชมนาง เช่นเดียวกับสตรีคนอื่นๆในฮาเร็ม.....
“เจ้ารู้งั้นหรือ ว่าข้าเฝ้ามองเจ้าอยู่ทุกค่ำคืน.....”
นางไม่ตอบ หากแต่การที่คืนนี้นางยังมิได้เข้านอนก็พอจะเป็นคำตอบสำหรับข้าได้ และมันก็ทำให้หัวใจข้าพองโตยิ่งกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา
.....นางรอข้า......
ความคิดนั้นทำให้หัวใจข้าราวกับจะติดปีกโบยบิน ด้วยตลอดมานั้นข้าเปรียบเสมือนคนโง่เง่า ที่จ่ายเงินซื้อของสูงค่ามาแล้วมิยอมเชยชมให้สมรัก....
ด้วยข้าหวาดกลัว... กลัวยิ่งนัก ว่ามืออันหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยคราบโลหิตของข้าจะทำให้ผิวกายอันขาวผุดผ่องดุจงาช้างของนางต้องมีมลทิน ...สตรีสาวที่งดงามล้ำค่าจากซีกโลกตะวันออก ....เจ้าของนามอันไพเราะ ที่ทำให้ข้ารู้สึกอุ่นซ่านได้ทุกครั้งยามคิดถึง
......ซาโอริ.......
สายลมยามดึกที่พัดเอากลิ่นไอของทะเลทรายเข้ามาทางระเบียงกว้างทำให้เส้นผมยาวเคลียสะโพกผายพลิ้วสะบัด เช่นเดียวกับภูษาขาวนวลสีงาช้าง ที่ถูกสัมผัสอันเย็นยะเยือกของมันลูบไล้ให้เนื้อผ้าบางเบาแนบติดลำตัว
นางช่างงดงามนัก.... ราวกับกลีบดอกไม้ที่ต้องน้ำค้าง ประหนึ่งความชุ่มฉ่ำของโอเอซิสท่ามกลางความแห้งแล้งของผืนทรายอันเวิ้งว้างสุดขอบฟ้า
ข้ายกมือขึ้นแตะผ้าโพกศีรษะของตนเพื่อทักทายนางแล้วก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนจะย่อกายลงคุกเข่าแล้วยกชายกระโปรงบางเบาของนางขึ้นจุมพิตแผ่วเบา พลางสูดกลิ่นหอมหวานบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด
“พระองค์คือเจ้าชีวิตของหม่อมฉัน... อย่าทรงทำเช่นนี้เลย...”
อัลเลาะห์ทรงโปรด....... เสียงของนางช่างกังวานใส ไพเราะดุจดังระฆังเงิน
เพียงแค่ได้ฟัง หากแม้นต้องดับดิ้นสิ้นชีวาลงในนาทีนี้ข้าก็จะไม่นึกเสียดายเลย......
“แต่เจ้าคือเจ้าหัวใจของข้า แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เราได้พบกันอย่างแท้จริง ทว่าข้าก็มั่นใจในเรื่องนี้...”
ข้าจ้องมองลึกเข้าไปในดวงเนตรสีม่วงใสของนางด้วยความรักและเทิดทูน ก่อนจะแนบใบหน้าเข้ากับชายภูษานั้นอย่างแสนเสน่หา โดยมิยอมแตะถูกผิวกายนางแม้เเต่ปลายก้อย พร้อมกับรู้สึกแปลกระหลาดยิ่งนัก.... ราวกับว่า ข้าได้กลับมาถึงบ้านของตนเองแล้วก็ไม่ปาน.....
เเละเเล้วข้าก็ได้เข้าใจในที่สุด.....
ความสุขชั่วชีวิตของข้า มิใช่จะอยู่ที่ราชบัลลังก์หรือยศถาบรรดาศักดิ์..... หากแต่เป็นสตรีสาวนามว่า...
ซาโอริ.......
~End~
วันที่โพส:Sat Jul 14, 2007 7:17 pm
นักแสดงรับเชิญ:เลโอ ไอโอเรีย เเละ เเคนเซอร์ เดสมาร์ค
ดีค่า*0*
ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นนะคะ รวมถึงผู้อ่านที่ไม่ได้เเสดงตัวด้วย^ ^
เเละในวันนี้ มูนดรอปก็มีฟิคใหม่มาเสนอค่า คราวนี้มาเป็นเเพคคู่ 2เรื่อง2สไตล์เลย
เเละก็ตั้งใจว่าจะเอามาโพสลงพร้อมๆกันด้วย (เพราะว่าเขียนพร้อมกัน2เรื่อง) เเละมันคงจะให้ความรู้สึกที่เเตกต่างกันดีนะคะ
เรื่องเเรกBali Hai นั้น ต้องขอบอกว่านำพลอตมาจากเพลงชื่อเดียวกันนี่ล่ะค่ะ ดังนั้นมูนดรอปก็เลยนำเนื้อเพลงบางท่อนมาใช้ด้วย โดยจะเน้นให้นึกถึงสีฟ้าเป็นหลัก อิอิ
ส่วนเรื่องที่2 Dune อันหมายถึงเนินทรายนั้น ไม่ได้มีเเหล่งที่มใช้อ้างอิงค่ะ ซึ่งค่อนข้างจะออกไปทางสีเหลือง ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามได้ต่อจากเรื่องเเรกเลยค่ะ
----------------------------------------------------
Bali Hai
ในที่สุดมันก็ผ่านพ้นไปแล้วใช่ไหม....
พายุมฤตยูที่เฝ้าพัดโหมกระหน่ำไม่หยุดมาถึง14วัน14คืนเต็มๆ...
มหันตภัยร้าย.. ที่กวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างลงสู่ท้องมหาสมุทร กลืนกินชีวิตลูกเรือมากมาย แทบจะมิแตกต่างอะไรกับอสูรกายแห่งท้องทะเลลึกที่มีตัวตนอยู่แค่ในตำนานปรัมปราของชาวเรือ
เสียงไชโยโห่ร้องอย่างยินดีของพวกกลาสีที่ยังเหลือรอด ท่ามกลางท้องฟ้าใสและแสงตะวันอันอบอุ่นอ่อนโยน กับสายลมเย็นระรื่นที่พัดพาเอากลิ่นไอแห่งความหวังมาให้ เปรียบเสมือนเสียงเพลงกล่อมเด็กสำหรับข้าในเวลานี้
ถึงแม้ว่าบนเรือจะไม่มีน้ำจืดเหลืออยู่เลย อีกทั้งเสบียงทั้งหมดก็ยังถูกคลื่นซัดจมหายไปในทะเลตั้งแต่2วันก่อน เมื่อพวกเราสุดที่จะคุ้มครองมันเอาไว้ได้
เพียงแค่จะเอาชีวิตให้รอดจากคลื่นมฤตยูนั่นก็แทบแย่แล้ว.....
ทว่า....
ถึงกระนั้นพวกเราทุกคนก็ยังคงมีความหวังว่า เราจะต้องได้พบแผ่นดินในอีกไม่นาน และเมื่อถึงเวลานั้น เราจะได้อาบน้ำหลังจากที่ไม่ได้อาบมานานแรมเดือน ได้ดื่มและกินมากเท่าที่ต้องการ
ข้าหลับตาลงช้าๆ...... พยายามจะไม่นำพากับความเจ็บปวดจากบาดแผลที่กลางหลังอันเกิดจากเสากระโดงเรือที่หักลงมาฟาด
หากว่าข้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่ง คืนนั้นคงจะเป็นคืนสุดท้ายที่ข้าจะได้มีลมหายใจอยู่บนโลกนี้.....
เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ข้านึกขอบใจต่อชะตากรรมที่ทำให้ข้าได้กลายเป็นเซนต์..... ด้วยนามของเลโอ ไอโอเรีย ย่อมเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า..
บาดแผลแค่นี้มันขี้ประติ๋วเพียงไร
หึ..... หากสวรรค์อยากจะได้ชีวิตข้า คงจะต้องใช้มากกว่าคลื่นกระจอกงอกง่อยนั่นล่ะนะ
ทว่า.......
ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ข้ายังคงยืนกรานที่จะมีชีวิตรอดต่อไปก็คือ.... ..จดหมายของเจ้า.....
ยอดรักของข้า....
ด้วยลายมืออันสวยงามน่ารักในกระดาษแผ่นน้อยที่เจ้าทิ้งใว้ให้ข้า มันทำให้ข้าตัดสินใจออกเดินทางตามหาเจ้า มายังแดนดินถิ่นทะเลใต้ที่อยู่ไกลแสนไกลสุดขอบฟ้า......
ข้าไม่เชื่อพวกเขาหรอก แม้ว่าใครๆจะบอกข้าว่าเจ้าตายแล้ว แต่ข้ารู้....
ว่าเจ้ายังคงรอข้า อยู่ที่ไหนสักแห่ง......
……If you try, you'll find me Where the sky meets the sea.
Here am I your special island Come to me, Come to me…………
ข้าก็กำลังไปหาเจ้าอยู่นี่ไง....
เจ้าคงกำลังแหงนมองท้องฟ้าเบื้องบนเงียบๆเพียงลำพังอย่างเช่นเคยสินะ พร้อมทั้งเก็บความเหงาและโหยหาเอาไว้ในใจ ด้วยความที่เจ้าเป็นเซนต์หญิงจึงมิอาจจะกระทำสิ่งที่ตรงกับใจได้...
และข้าก็เห็นใจเจ้าตลอดมา.....
แต่เจ้ารู้มั้ย..... ว่าการเป็นเซนต์ชายก็มิได้ทำให้หัวใจข้าได้เป็นอิสระนักหรอก.... เมื่อสตรีที่ข้าเฝ้าหลงรักมาตลอดระยะเวลาหลายปีนั้น... ช่างไว้ตัวเหลือเกิน
ด้วยกฏเกณฑ์ข้อห้ามมากมายของการเป็นเซนต์หญิงมันรัดตัวเจ้าไว้เสียแน่นเลยใช่ไหม... เจ้าจึงยอมถอดหน้ากากออก ก็ต่อเมื่อเวลาที่เจ้าเข้ามาหาข้าในยามค่ำคืน.... ในความฝันของข้าเท่านั้น....
แต่ว่าครั้งนี้ข้าจะไม่อดทนอีกต่อไปแล้ว...
หากว่าข้าพบเจ้า... คราวนี้ข้าจะโอบกอดเจ้าไว้ด้วยสองแขนของข้า ข้าจะจุมพิตเจ้าให้สมกับความคิดถึงที่อัดแน่นจนเจียนระเบิดออกมาจากอก
เจ้าเป็นของข้า.... ของข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น......
“เห็นแผ่นดินแล้ว!!!!”
เสียงตะโกนก้องอย่างแสนยินดีปลุกให้ข้าตื่นจากภวังค์ พร้อมด้วยเสียงวิ่งโครมครามของเหล่าลูกเรือไปยังกราบเรือฝั่งหนึ่งที่แหว่งหายไปเกินครึ่ง ก่อนที่คนอื่นๆจะกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจสุดชีวิต
....พวกเรารอดตายแล้ว.......
ความคิดนั้นทำให้ความเจ็บปวดและเหนื่อยล้าที่ประดังกันเข้ามาพลันเลือนหายไปหมด
ข้ากวาดสายตามองดูใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มของพวกเขาอย่างยินดี พร้อมกับจับมือกับทุกคนด้วยความปลื้มปิติ
เกาะกลางทะเลอันแสนโดดเดี่ยวที่เห็นลิบๆอยู่เบื้องหน้า เปรียบเสมือนรางวัลจากพระผู้เป็นเจ้า ที่ใด้ประทานให้แก่พวกเราทุกคน ที่สามารถเอาชีวิตรอดมาจากการทดสอบของพระองค์ได้
แต่กระนั้นข้าก็รู้ดี ว่ารางวัลสูงสุดของข้ามิใช่เกาะเล็กๆเบื้องหน้านั้น......
Bali Ha'i will whisper… In the wind of the sea…
"Here am I, your special island!..... Come to me, come to me!"
ราวกับว่าเกาะนั้นจะมีมนตร์ขลังบางอย่าง เมื่อข้าแน่ใจว่ามันกำลังเพรียกหาข้าอยู่ เสียงกระซิบอันอ่อนหวานนุ่มนวลของมันล่องลอยอยู่ในสายลม ทว่า....
ข้ากลับได้ยินเป็นเสียงของเจ้ามากกว่า....
เจ้ากำลังเพรียกหาข้าใช่มั้ย ...ยอดรักของข้า....
You'll hear me call you, Singin' through the sunshine
Sweet and clear as can be………
หึ.... เจ้าช่างน่ารักเสียจริง.....
แล้วข้าจะรับขวัญเจ้า ให้สมกับที่รอคอย....
อีกไม่นานแล้ว.... ยอดรัก.. อีกไม่นานเราก็จะได้พบกัน......
~End~
Dune
ท้องฟ้าในค่ำคืนนี้ช่างงามเหลือเกิน......
ดวงดาวอันเกลื่อนท้องฟ้ายามราตรีที่กระพริบแสงวับวาวประชันกันอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างสีดำสนิทนั้น พอจะบรรเทาความทรมานในจิตใจของข้าให้เบาบางลงได้บ้าง
ในขณะที่เนินทรายน้อยใหญ่ที่มองเห็นจากมุมสูงของพระราชวังในยามทิวา เมื่อต้องแสงตะวันอันแผดร้อนเห็นเป็นลูกคลื่น ลูกแล้วลูกเล่าต่อเนื่องกันออกไปไม่มีที่สิ้นสุดนั้น กลับทำให้ใจข้าอ้างว้างเดียวดายยิ่งนัก
ถึงแม้นว่าข้า.... จะประสบความสำเร็จในการปฏิวัติยึดอำนาจจากเชษฐาต่างมารดาของข้า แล้วปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แทนที่แล้ว
เสียงก่นด่าประณาม เหยียดหยามดูแคลนจากวงศาคณาญาติที่เคยได้ยินกรอกหูอยู่ทุกค่ำเช้าตั้งแต่จำความได้นั้นก็ยังคงดังก้องอยู่ในหัว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า....
ด้วยเหตุที่ข้าถือกำเนิดขึ้นมาจากนางทาสในฮาเร็มของพระบิดาข้า.....
เจ้าชายองค์น้อย.. จึงไม่เป็นที่ต้องการของผู้ใดทั้งสิ้น
พวกมันพากันดูถูกเหยียดหยามกระทั่งมารดาข้า และปฏิบัติต่อข้าราวกับสัตว์ตัวหนึ่งก็มิปาน...
แม้นว่าในยามนี้ ซากอันปราศจากวิญญาณของพวกมัน จะถูกแขวนเอาไว้ให้เป็นทานแก่แร้งกาอยู่ที่ด้านนอกกำแพงเมืองตั้งนานแล้ว
ทว่า....
มันก็หาได้ทำให้จิตใจอันรุ่มร้อนไปด้วยเพลิงแค้นของข้าเบาบางลงไม่.....
อาจเป็นด้วยเพราะบรรดาเหล่าเสนาข้ารับใช้น้อยใหญ่ที่แสดงท่าทียำเกรงต่อข้า ด้วยหัวใจที่คิดคดไม่ซื่อตรง ข้ารู้ดี........
วันใดที่ข้าเผลอ วันนั้นพวกมันคงจะไม่รีรอที่จะปาดคอข้า.... เช่นเดียวกับที่ข้าได้กระทำต่อเหล่าเชษฐาและอนุชาของตนเอง
ข้าโหดเหี้ยมอำมหิต เลือดเย็น ไร้หัวใจ.. และมันก็ช่างสมกับนามที่พวกมันตั้งให้ข้ายิ่งนัก....
แคนเซอร์ เดธมาร์ค
....หึ... ข้าชอบชื่อนี้จริงๆ.....
แต่ในเวลานี้ข้าจะเก็บชีวิตของพวกมันไว้ก่อน แม้ว่าเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ทั้ง2ของข้าที่มักจะหมอบอยู่แทบเท้าข้ามิห่าง จะแสดงทีท่ากระตือรือร้นอยากจะลิ้มรสเนื้อของพวกมันก็ตามที
.....สักวันหนึ่งเถอะ ข้าจะให้พวกเจ้าจะได้ลิ้มรสเลือดเนื้อของพวกมัน
ข้าขอสัญญา เจ้าเพื่อนยาก.....
ข้ายกมือขึ้นลูบขนสั้นเกรียนสีดำมันวาวดุจกำมะหยี่ของสหายรัก ในขณะที่มันครางเสียงต่ำอยู่ในลำคออย่างพออกพอใจ ก่อนจะเหยียดร่างนอนตะแคงและกางเล็บออกอันแสดงถึงท่าทางที่สนิทชิดเชื้ออย่างที่สุด หากแต่ข้ากลับมิได้แย้มยิ้ม.......
เมื่อหัวใจข้า ได้ลอยไปสู่เขตหวงห้ามของฝ่ายใน....
และก็เช่นเดียวกับทุกค่ำคืน ที่เท้าทั้ง2ที่ซื่อสัตย์ต่อหัวใจของตน จะได้นำพาร่างไปยังแหล่งพักพิงและที่สิงสถิตของหัวใจ...
ไปยังห้องของนาง.....
สตรีผู้อยู่เหนือสตรีทั้งมวล.....
นางผู้มีเส้นเกศาและดวงเนตรสีม่วงอันเปล่งประกายงดงามยิ่งกว่าดวงดาวบนฟากฟ้า....
ผู้ที่ข้าจ่ายเงินซื้อมา เช่นเดียวกับนางอื่นๆในฮาเร็ม
ข้าหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของนางแล้วแหวกม่านแพรบางใสเข้าไป ก่อนจะต้องประหลาดใจด้วยที่ผ่านมา ข้ามักจะพบว่านางเข้านอนแล้วทุกครั้งไป
ทว่าคืนนี้.... นางกลับยืนคอยข้าอยู่ ด้วยสีหน้าและท่าทางที่สงบนิ่งและสูงส่งราวกับนางพญา
....นางจะรู้หรือไม่
ว่าเหตุใดข้าจึงมิเคยได้แตะต้องเชยชมนาง เช่นเดียวกับสตรีคนอื่นๆในฮาเร็ม.....
“เจ้ารู้งั้นหรือ ว่าข้าเฝ้ามองเจ้าอยู่ทุกค่ำคืน.....”
นางไม่ตอบ หากแต่การที่คืนนี้นางยังมิได้เข้านอนก็พอจะเป็นคำตอบสำหรับข้าได้ และมันก็ทำให้หัวใจข้าพองโตยิ่งกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา
.....นางรอข้า......
ความคิดนั้นทำให้หัวใจข้าราวกับจะติดปีกโบยบิน ด้วยตลอดมานั้นข้าเปรียบเสมือนคนโง่เง่า ที่จ่ายเงินซื้อของสูงค่ามาแล้วมิยอมเชยชมให้สมรัก....
ด้วยข้าหวาดกลัว... กลัวยิ่งนัก ว่ามืออันหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยคราบโลหิตของข้าจะทำให้ผิวกายอันขาวผุดผ่องดุจงาช้างของนางต้องมีมลทิน ...สตรีสาวที่งดงามล้ำค่าจากซีกโลกตะวันออก ....เจ้าของนามอันไพเราะ ที่ทำให้ข้ารู้สึกอุ่นซ่านได้ทุกครั้งยามคิดถึง
......ซาโอริ.......
สายลมยามดึกที่พัดเอากลิ่นไอของทะเลทรายเข้ามาทางระเบียงกว้างทำให้เส้นผมยาวเคลียสะโพกผายพลิ้วสะบัด เช่นเดียวกับภูษาขาวนวลสีงาช้าง ที่ถูกสัมผัสอันเย็นยะเยือกของมันลูบไล้ให้เนื้อผ้าบางเบาแนบติดลำตัว
นางช่างงดงามนัก.... ราวกับกลีบดอกไม้ที่ต้องน้ำค้าง ประหนึ่งความชุ่มฉ่ำของโอเอซิสท่ามกลางความแห้งแล้งของผืนทรายอันเวิ้งว้างสุดขอบฟ้า
ข้ายกมือขึ้นแตะผ้าโพกศีรษะของตนเพื่อทักทายนางแล้วก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนจะย่อกายลงคุกเข่าแล้วยกชายกระโปรงบางเบาของนางขึ้นจุมพิตแผ่วเบา พลางสูดกลิ่นหอมหวานบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด
“พระองค์คือเจ้าชีวิตของหม่อมฉัน... อย่าทรงทำเช่นนี้เลย...”
อัลเลาะห์ทรงโปรด....... เสียงของนางช่างกังวานใส ไพเราะดุจดังระฆังเงิน
เพียงแค่ได้ฟัง หากแม้นต้องดับดิ้นสิ้นชีวาลงในนาทีนี้ข้าก็จะไม่นึกเสียดายเลย......
“แต่เจ้าคือเจ้าหัวใจของข้า แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เราได้พบกันอย่างแท้จริง ทว่าข้าก็มั่นใจในเรื่องนี้...”
ข้าจ้องมองลึกเข้าไปในดวงเนตรสีม่วงใสของนางด้วยความรักและเทิดทูน ก่อนจะแนบใบหน้าเข้ากับชายภูษานั้นอย่างแสนเสน่หา โดยมิยอมแตะถูกผิวกายนางแม้เเต่ปลายก้อย พร้อมกับรู้สึกแปลกระหลาดยิ่งนัก.... ราวกับว่า ข้าได้กลับมาถึงบ้านของตนเองแล้วก็ไม่ปาน.....
เเละเเล้วข้าก็ได้เข้าใจในที่สุด.....
ความสุขชั่วชีวิตของข้า มิใช่จะอยู่ที่ราชบัลลังก์หรือยศถาบรรดาศักดิ์..... หากแต่เป็นสตรีสาวนามว่า...
ซาโอริ.......
~End~
edit @ 13 Oct 2007 11:27:24 by Moondrop


Short Fic

#1 By กระต่ายสีดำ on 2008-02-21 21:48