Fic Two Tone : Bali Hai and Dune

posted on 13 Oct 2007 11:05 by rain-drop
Fic Two Tone : Bali Hai and Dune


วันที่โพส:Sat Jul 14, 2007 7:17 pm

นักแสดงรับเชิญ:เลโอ ไอโอเรีย เเละ เเคนเซอร์ เดสมาร์ค






ดีค่า*0*


ขอบคุณสำหรับทุกๆคอมเม้นนะคะ รวมถึงผู้อ่านที่ไม่ได้เเสดงตัวด้วย^ ^


เเละในวันนี้ มูนดรอปก็มีฟิคใหม่มาเสนอค่า คราวนี้มาเป็นเเพคคู่ 2เรื่อง2สไตล์เลย

เเละก็ตั้งใจว่าจะเอามาโพสลงพร้อมๆกันด้วย (เพราะว่าเขียนพร้อมกัน2เรื่อง) เเละมันคงจะให้ความรู้สึกที่เเตกต่างกันดีนะคะ


เรื่องเเรกBali Hai นั้น ต้องขอบอกว่านำพลอตมาจากเพลงชื่อเดียวกันนี่ล่ะค่ะ ดังนั้นมูนดรอปก็เลยนำเนื้อเพลงบางท่อนมาใช้ด้วย โดยจะเน้นให้นึกถึงสีฟ้าเป็นหลัก อิอิ


ส่วนเรื่องที่2 Dune อันหมายถึงเนินทรายนั้น ไม่ได้มีเเหล่งที่มใช้อ้างอิงค่ะ ซึ่งค่อนข้างจะออกไปทางสีเหลือง ซึ่งจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามได้ต่อจากเรื่องเเรกเลยค่ะ


----------------------------------------------------


Bali Hai



ในที่สุดมันก็ผ่านพ้นไปแล้วใช่ไหม....



พายุมฤตยูที่เฝ้าพัดโหมกระหน่ำไม่หยุดมาถึง14วัน14คืนเต็มๆ...


มหันตภัยร้าย.. ที่กวาดเอาทุกสิ่งทุกอย่างลงสู่ท้องมหาสมุทร กลืนกินชีวิตลูกเรือมากมาย แทบจะมิแตกต่างอะไรกับอสูรกายแห่งท้องทะเลลึกที่มีตัวตนอยู่แค่ในตำนานปรัมปราของชาวเรือ



เสียงไชโยโห่ร้องอย่างยินดีของพวกกลาสีที่ยังเหลือรอด ท่ามกลางท้องฟ้าใสและแสงตะวันอันอบอุ่นอ่อนโยน กับสายลมเย็นระรื่นที่พัดพาเอากลิ่นไอแห่งความหวังมาให้ เปรียบเสมือนเสียงเพลงกล่อมเด็กสำหรับข้าในเวลานี้


ถึงแม้ว่าบนเรือจะไม่มีน้ำจืดเหลืออยู่เลย อีกทั้งเสบียงทั้งหมดก็ยังถูกคลื่นซัดจมหายไปในทะเลตั้งแต่2วันก่อน เมื่อพวกเราสุดที่จะคุ้มครองมันเอาไว้ได้

เพียงแค่จะเอาชีวิตให้รอดจากคลื่นมฤตยูนั่นก็แทบแย่แล้ว.....



ทว่า....


ถึงกระนั้นพวกเราทุกคนก็ยังคงมีความหวังว่า เราจะต้องได้พบแผ่นดินในอีกไม่นาน และเมื่อถึงเวลานั้น เราจะได้อาบน้ำหลังจากที่ไม่ได้อาบมานานแรมเดือน ได้ดื่มและกินมากเท่าที่ต้องการ





ข้าหลับตาลงช้าๆ...... พยายามจะไม่นำพากับความเจ็บปวดจากบาดแผลที่กลางหลังอันเกิดจากเสากระโดงเรือที่หักลงมาฟาด

หากว่าข้าเป็นเพียงมนุษย์ธรรมดาๆคนหนึ่ง คืนนั้นคงจะเป็นคืนสุดท้ายที่ข้าจะได้มีลมหายใจอยู่บนโลกนี้.....


เป็นอีกครั้งหนึ่ง ที่ข้านึกขอบใจต่อชะตากรรมที่ทำให้ข้าได้กลายเป็นเซนต์..... ด้วยนามของเลโอ ไอโอเรีย ย่อมเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดีว่า..

บาดแผลแค่นี้มันขี้ประติ๋วเพียงไร



หึ..... หากสวรรค์อยากจะได้ชีวิตข้า คงจะต้องใช้มากกว่าคลื่นกระจอกงอกง่อยนั่นล่ะนะ




ทว่า.......



ยังมีอีกสิ่งหนึ่ง ที่ทำให้ข้ายังคงยืนกรานที่จะมีชีวิตรอดต่อไปก็คือ.... ..จดหมายของเจ้า.....

ยอดรักของข้า....



ด้วยลายมืออันสวยงามน่ารักในกระดาษแผ่นน้อยที่เจ้าทิ้งใว้ให้ข้า มันทำให้ข้าตัดสินใจออกเดินทางตามหาเจ้า มายังแดนดินถิ่นทะเลใต้ที่อยู่ไกลแสนไกลสุดขอบฟ้า......



ข้าไม่เชื่อพวกเขาหรอก แม้ว่าใครๆจะบอกข้าว่าเจ้าตายแล้ว แต่ข้ารู้....

ว่าเจ้ายังคงรอข้า อยู่ที่ไหนสักแห่ง......



……If you try, you'll find me Where the sky meets the sea.

Here am I your special island Come to me, Come to me…………




ข้าก็กำลังไปหาเจ้าอยู่นี่ไง....


เจ้าคงกำลังแหงนมองท้องฟ้าเบื้องบนเงียบๆเพียงลำพังอย่างเช่นเคยสินะ พร้อมทั้งเก็บความเหงาและโหยหาเอาไว้ในใจ ด้วยความที่เจ้าเป็นเซนต์หญิงจึงมิอาจจะกระทำสิ่งที่ตรงกับใจได้...

และข้าก็เห็นใจเจ้าตลอดมา.....



แต่เจ้ารู้มั้ย..... ว่าการเป็นเซนต์ชายก็มิได้ทำให้หัวใจข้าได้เป็นอิสระนักหรอก.... เมื่อสตรีที่ข้าเฝ้าหลงรักมาตลอดระยะเวลาหลายปีนั้น... ช่างไว้ตัวเหลือเกิน


ด้วยกฏเกณฑ์ข้อห้ามมากมายของการเป็นเซนต์หญิงมันรัดตัวเจ้าไว้เสียแน่นเลยใช่ไหม... เจ้าจึงยอมถอดหน้ากากออก ก็ต่อเมื่อเวลาที่เจ้าเข้ามาหาข้าในยามค่ำคืน.... ในความฝันของข้าเท่านั้น....



แต่ว่าครั้งนี้ข้าจะไม่อดทนอีกต่อไปแล้ว...

หากว่าข้าพบเจ้า... คราวนี้ข้าจะโอบกอดเจ้าไว้ด้วยสองแขนของข้า ข้าจะจุมพิตเจ้าให้สมกับความคิดถึงที่อัดแน่นจนเจียนระเบิดออกมาจากอก


เจ้าเป็นของข้า.... ของข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น......






“เห็นแผ่นดินแล้ว!!!!”


เสียงตะโกนก้องอย่างแสนยินดีปลุกให้ข้าตื่นจากภวังค์ พร้อมด้วยเสียงวิ่งโครมครามของเหล่าลูกเรือไปยังกราบเรือฝั่งหนึ่งที่แหว่งหายไปเกินครึ่ง ก่อนที่คนอื่นๆจะกระโดดโลดเต้นอย่างดีใจสุดชีวิต


....พวกเรารอดตายแล้ว.......



ความคิดนั้นทำให้ความเจ็บปวดและเหนื่อยล้าที่ประดังกันเข้ามาพลันเลือนหายไปหมด


ข้ากวาดสายตามองดูใบหน้าที่เปื้อนไปด้วยรอยยิ้มของพวกเขาอย่างยินดี พร้อมกับจับมือกับทุกคนด้วยความปลื้มปิติ



เกาะกลางทะเลอันแสนโดดเดี่ยวที่เห็นลิบๆอยู่เบื้องหน้า เปรียบเสมือนรางวัลจากพระผู้เป็นเจ้า ที่ใด้ประทานให้แก่พวกเราทุกคน ที่สามารถเอาชีวิตรอดมาจากการทดสอบของพระองค์ได้


แต่กระนั้นข้าก็รู้ดี ว่ารางวัลสูงสุดของข้ามิใช่เกาะเล็กๆเบื้องหน้านั้น......



Bali Ha'i will whisper… In the wind of the sea…


"Here am I, your special island!..... Come to me, come to me!"




ราวกับว่าเกาะนั้นจะมีมนตร์ขลังบางอย่าง เมื่อข้าแน่ใจว่ามันกำลังเพรียกหาข้าอยู่ เสียงกระซิบอันอ่อนหวานนุ่มนวลของมันล่องลอยอยู่ในสายลม ทว่า....


ข้ากลับได้ยินเป็นเสียงของเจ้ามากกว่า....



เจ้ากำลังเพรียกหาข้าใช่มั้ย ...ยอดรักของข้า....




You'll hear me call you, Singin' through the sunshine


Sweet and clear as can be………




หึ.... เจ้าช่างน่ารักเสียจริง.....


แล้วข้าจะรับขวัญเจ้า ให้สมกับที่รอคอย....




อีกไม่นานแล้ว.... ยอดรัก.. อีกไม่นานเราก็จะได้พบกัน......





~End~








Dune





ท้องฟ้าในค่ำคืนนี้ช่างงามเหลือเกิน......


ดวงดาวอันเกลื่อนท้องฟ้ายามราตรีที่กระพริบแสงวับวาวประชันกันอยู่ท่ามกลางความเวิ้งว้างสีดำสนิทนั้น พอจะบรรเทาความทรมานในจิตใจของข้าให้เบาบางลงได้บ้าง

ในขณะที่เนินทรายน้อยใหญ่ที่มองเห็นจากมุมสูงของพระราชวังในยามทิวา เมื่อต้องแสงตะวันอันแผดร้อนเห็นเป็นลูกคลื่น ลูกแล้วลูกเล่าต่อเนื่องกันออกไปไม่มีที่สิ้นสุดนั้น กลับทำให้ใจข้าอ้างว้างเดียวดายยิ่งนัก



ถึงแม้นว่าข้า.... จะประสบความสำเร็จในการปฏิวัติยึดอำนาจจากเชษฐาต่างมารดาของข้า แล้วปราบดาภิเษกตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์แทนที่แล้ว


เสียงก่นด่าประณาม เหยียดหยามดูแคลนจากวงศาคณาญาติที่เคยได้ยินกรอกหูอยู่ทุกค่ำเช้าตั้งแต่จำความได้นั้นก็ยังคงดังก้องอยู่ในหัว ซ้ำแล้วซ้ำเล่า....



ด้วยเหตุที่ข้าถือกำเนิดขึ้นมาจากนางทาสในฮาเร็มของพระบิดาข้า.....

เจ้าชายองค์น้อย.. จึงไม่เป็นที่ต้องการของผู้ใดทั้งสิ้น


พวกมันพากันดูถูกเหยียดหยามกระทั่งมารดาข้า และปฏิบัติต่อข้าราวกับสัตว์ตัวหนึ่งก็มิปาน...




แม้นว่าในยามนี้ ซากอันปราศจากวิญญาณของพวกมัน จะถูกแขวนเอาไว้ให้เป็นทานแก่แร้งกาอยู่ที่ด้านนอกกำแพงเมืองตั้งนานแล้ว



ทว่า....


มันก็หาได้ทำให้จิตใจอันรุ่มร้อนไปด้วยเพลิงแค้นของข้าเบาบางลงไม่.....




อาจเป็นด้วยเพราะบรรดาเหล่าเสนาข้ารับใช้น้อยใหญ่ที่แสดงท่าทียำเกรงต่อข้า ด้วยหัวใจที่คิดคดไม่ซื่อตรง ข้ารู้ดี........


วันใดที่ข้าเผลอ วันนั้นพวกมันคงจะไม่รีรอที่จะปาดคอข้า.... เช่นเดียวกับที่ข้าได้กระทำต่อเหล่าเชษฐาและอนุชาของตนเอง



ข้าโหดเหี้ยมอำมหิต เลือดเย็น ไร้หัวใจ.. และมันก็ช่างสมกับนามที่พวกมันตั้งให้ข้ายิ่งนัก....


แคนเซอร์ เดธมาร์ค



....หึ... ข้าชอบชื่อนี้จริงๆ.....




แต่ในเวลานี้ข้าจะเก็บชีวิตของพวกมันไว้ก่อน แม้ว่าเพื่อนผู้ซื่อสัตย์ทั้ง2ของข้าที่มักจะหมอบอยู่แทบเท้าข้ามิห่าง จะแสดงทีท่ากระตือรือร้นอยากจะลิ้มรสเนื้อของพวกมันก็ตามที



.....สักวันหนึ่งเถอะ ข้าจะให้พวกเจ้าจะได้ลิ้มรสเลือดเนื้อของพวกมัน

ข้าขอสัญญา เจ้าเพื่อนยาก.....




ข้ายกมือขึ้นลูบขนสั้นเกรียนสีดำมันวาวดุจกำมะหยี่ของสหายรัก ในขณะที่มันครางเสียงต่ำอยู่ในลำคออย่างพออกพอใจ ก่อนจะเหยียดร่างนอนตะแคงและกางเล็บออกอันแสดงถึงท่าทางที่สนิทชิดเชื้ออย่างที่สุด หากแต่ข้ากลับมิได้แย้มยิ้ม.......


เมื่อหัวใจข้า ได้ลอยไปสู่เขตหวงห้ามของฝ่ายใน....



และก็เช่นเดียวกับทุกค่ำคืน ที่เท้าทั้ง2ที่ซื่อสัตย์ต่อหัวใจของตน จะได้นำพาร่างไปยังแหล่งพักพิงและที่สิงสถิตของหัวใจ...


ไปยังห้องของนาง.....



สตรีผู้อยู่เหนือสตรีทั้งมวล.....




นางผู้มีเส้นเกศาและดวงเนตรสีม่วงอันเปล่งประกายงดงามยิ่งกว่าดวงดาวบนฟากฟ้า....
ผู้ที่ข้าจ่ายเงินซื้อมา เช่นเดียวกับนางอื่นๆในฮาเร็ม


ข้าหยุดยืนอยู่ที่หน้าห้องของนางแล้วแหวกม่านแพรบางใสเข้าไป ก่อนจะต้องประหลาดใจด้วยที่ผ่านมา ข้ามักจะพบว่านางเข้านอนแล้วทุกครั้งไป

ทว่าคืนนี้.... นางกลับยืนคอยข้าอยู่ ด้วยสีหน้าและท่าทางที่สงบนิ่งและสูงส่งราวกับนางพญา



....นางจะรู้หรือไม่


ว่าเหตุใดข้าจึงมิเคยได้แตะต้องเชยชมนาง เช่นเดียวกับสตรีคนอื่นๆในฮาเร็ม.....




“เจ้ารู้งั้นหรือ ว่าข้าเฝ้ามองเจ้าอยู่ทุกค่ำคืน.....”


นางไม่ตอบ หากแต่การที่คืนนี้นางยังมิได้เข้านอนก็พอจะเป็นคำตอบสำหรับข้าได้ และมันก็ทำให้หัวใจข้าพองโตยิ่งกว่าครั้งใดๆที่ผ่านมา



.....นางรอข้า......



ความคิดนั้นทำให้หัวใจข้าราวกับจะติดปีกโบยบิน ด้วยตลอดมานั้นข้าเปรียบเสมือนคนโง่เง่า ที่จ่ายเงินซื้อของสูงค่ามาแล้วมิยอมเชยชมให้สมรัก....


ด้วยข้าหวาดกลัว... กลัวยิ่งนัก ว่ามืออันหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยคราบโลหิตของข้าจะทำให้ผิวกายอันขาวผุดผ่องดุจงาช้างของนางต้องมีมลทิน ...สตรีสาวที่งดงามล้ำค่าจากซีกโลกตะวันออก ....เจ้าของนามอันไพเราะ ที่ทำให้ข้ารู้สึกอุ่นซ่านได้ทุกครั้งยามคิดถึง



......ซาโอริ.......






สายลมยามดึกที่พัดเอากลิ่นไอของทะเลทรายเข้ามาทางระเบียงกว้างทำให้เส้นผมยาวเคลียสะโพกผายพลิ้วสะบัด เช่นเดียวกับภูษาขาวนวลสีงาช้าง ที่ถูกสัมผัสอันเย็นยะเยือกของมันลูบไล้ให้เนื้อผ้าบางเบาแนบติดลำตัว

นางช่างงดงามนัก.... ราวกับกลีบดอกไม้ที่ต้องน้ำค้าง ประหนึ่งความชุ่มฉ่ำของโอเอซิสท่ามกลางความแห้งแล้งของผืนทรายอันเวิ้งว้างสุดขอบฟ้า



ข้ายกมือขึ้นแตะผ้าโพกศีรษะของตนเพื่อทักทายนางแล้วก้าวเข้าไปใกล้ ก่อนจะย่อกายลงคุกเข่าแล้วยกชายกระโปรงบางเบาของนางขึ้นจุมพิตแผ่วเบา พลางสูดกลิ่นหอมหวานบริสุทธิ์เข้าไปเต็มปอด



“พระองค์คือเจ้าชีวิตของหม่อมฉัน... อย่าทรงทำเช่นนี้เลย...”




อัลเลาะห์ทรงโปรด....... เสียงของนางช่างกังวานใส ไพเราะดุจดังระฆังเงิน

เพียงแค่ได้ฟัง หากแม้นต้องดับดิ้นสิ้นชีวาลงในนาทีนี้ข้าก็จะไม่นึกเสียดายเลย......



“แต่เจ้าคือเจ้าหัวใจของข้า แม้ว่านี่จะเป็นครั้งแรกที่เราได้พบกันอย่างแท้จริง ทว่าข้าก็มั่นใจในเรื่องนี้...”


ข้าจ้องมองลึกเข้าไปในดวงเนตรสีม่วงใสของนางด้วยความรักและเทิดทูน ก่อนจะแนบใบหน้าเข้ากับชายภูษานั้นอย่างแสนเสน่หา โดยมิยอมแตะถูกผิวกายนางแม้เเต่ปลายก้อย พร้อมกับรู้สึกแปลกระหลาดยิ่งนัก.... ราวกับว่า ข้าได้กลับมาถึงบ้านของตนเองแล้วก็ไม่ปาน.....



เเละเเล้วข้าก็ได้เข้าใจในที่สุด.....


ความสุขชั่วชีวิตของข้า มิใช่จะอยู่ที่ราชบัลลังก์หรือยศถาบรรดาศักดิ์..... หากแต่เป็นสตรีสาวนามว่า...



ซาโอริ.......





~End~



edit @ 13 Oct 2007 11:27:24 by Moondrop

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

Tweet

พี่มูนน่าจะแต่งให้คนอื่นมั่ง ประมาณว่ายังมีฟิกพี่มูนที่มันทำให้พวกเซนต์ไม่เป็นเกย์กัน อาจจะแบบว่า หลายยุคหน่อยก็ได้ประมาณนี้นะค่ะ...555+ แต่รินเซ้าซี้อย่างนี้ ถ้าเกิดอดอ่านฟิกมูนไลต์ล่ะก็โดน ตืบแน่ๆ 555+

#1 By กระต่ายสีดำ on 2008-02-21 21:48

คุณmoondropเนี่ยเป็นคนที่มีความสามารถในการเขียนและพรรณาได้เห็นภาพเลยนะครับ ภาษาก็สละสลวยดีครับ
อยากจะให้มาเขียนอีกเยอะๆนะครับ อ่านไปแล้วเนี่ยถึงกลับเคลิ้มกันไปเลยทีเดียว โดยเฉพาะชายหนุ่มสิงห์ทองคำกำลังคิดถึงสาว(สีเงิน? อิ อิ)ที่ค่อนข้างไว้ตัว(?)
เหมือนกับต้องปีนกำแพงหัวใจไปหาเนี่ยแหละครับ ส่วนเรืองหลังนั้นนึกถึงแนวๆประมาณ Lawrence of arabia น่ะครับ
เขียนมาอีกนะครับ ขอปวารณาตัวเป็นแฟนคลับ ณ.กระทู้นี้เลยครับ


toshioh:ธันวาคม 04, 2008, 01:39:16 PM

http://www.saintseiyathaifanclub.com/smf_n/index.php

#2 By ~Moondrop~ on 2008-12-31 00:02