Chapter45
posted on 07 Mar 2008 13:42 by rain-drop in SHAKA-The-Last-Man-In-My-Life
หวัดดีค่ะ^^
หายไปนานร่วมเดือนเลยสำหรับฟิคเรื่องนี้ สงสัยว่าคนอ่านจะหายไปหมดเเล้ว เหอๆ*0*
เเต่ยังไงก็ตามมูนดรอปเคยบอกเอาไว้เเล้วว่าจะไม่ทิ้งก็หมายความตามนั้นจริงๆค่ะ^ ^
เเละในวันนี้... ยังคงเป็นตอนต่อเนื่องของการถล่มฐานศัตรูที่น่าสงสาร
---------------------------------------------
Chapter45
โกลเซนต์เวอร์โกหยุดยืนชมสถาปัตยกรรมดั้งเดิมอันงดงามของตัวอาคารศูนย์บัญชาการซึ่งยังมิได้ถูกทำลายอยู่เป็นครู่... เห็นได้ชัดว่าวัสดุภายนอกของอาคารตรงหน้านั้นเป็นหินธรรมชาติที่มิได้มีการตกแต่งทาสีแต่อย่างใด
ถึงแม้ว่าจะเก่าแก่ทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลาหากก็ยังคงงามสง่ามิเสื่อมคลาย ...แสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่ของสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี แตกต่างจากอาคารด้านนอกอันเป็นหน้าด่านซึ่งสร้างขึ้นในภายหลังอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นความประณีตละเอียดอ่อนในการก่อสร้าง รูปแบบและลักษณะภายนอกของมัน หรือแม้กระทั่งการตกแต่งซึ่งก็แลดูแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
......เป็นเช่นนี้เองสินะ.... ตระกูลคาร์วัลเลตติ
ช่างสมกับที่เป็นตระกูลอันเก่าแก่มั่งคั่ง ซึ่งดำรงค์อยู่คู่กับอิตาลีมาช้านานยิ่งนัก.....
...ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงมนุษย์อ่อนแอธรรมดาๆ แต่ก็ยังทรงอิทธิพลได้มากถึงเพียงนี้.......
อย่างนี้แล้ว... คำกล่าวที่ว่าในทุกยุคทุกสมัยของผู้นำประเทศตั้งแต่ครั้งอดีต มักจะมีคนจากตระกูลนี้เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังก็ฟังดูจะมีเหตุผลน่าเชื่อถือ...
...น่าเสียดาย....
แต่.... อย่างไรเสียก็คงจะต้องขอให้จบลงเพียงเท่านี้ล่ะนะ....
“...จะจบอะไรหรือ...”
ชากะชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อน้ำเสียงอันแหบห้าวจากบุรุษอีกคนหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องหลัง หากแต่ชายหนุ่มก็ยังคงวางสีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง จะมีก็เพียงรอยยิ้มน้อยๆที่ประดับอยู่บนเรียวปากเท่านั้น
“ก็คิดอยู่แล้วเหมือนกัน ว่าพวกเจ้าดูจะแตกต่างจากพวกข้างนอกนั่นพอดู... แต่ก็ยังคิดไม่ถึงว่าจะมีฝีมือร้ายกาจถึงขนาดอ่านใจข้าได้....
แต่การยืนแอบฟังความคิดของคนอื่นอยู่นานสองนานมันก็ออกจะเสียมารยาทเอาการอยู่นะ ....หรือว่าเจ้านายของพวกเจ้าจะไม่เคยสอนมารยาทให้บ้างเลย...”
น้ำเสียงเนิบนาบอันแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นนั้นตอบโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้ในนาทีต่อมา พร้อมด้วยร่างสูงเพรียวภายใต้ชุดโกลครอธเวอร์โกที่ยังไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนพลันหันกลับมาประจันหน้ากับบุรุษแปลกหน้าทั้ง4คน
พวกเขาแต่ละคนล้วนสวมชุดสูทสีดำสนิทพร้อมด้วยแว่นดำซึ่งดูน่าเกรงขามเหมือนๆกัน ทรงผมตัดสั้นสีดำมันวาวที่ใส่น้ำมันเสียจนเรียบไม่กระดิกสักเส้นหวีเสยไปด้านหลัง อีกทั้งเรือนกายที่สูงใหญ่พอฟัดพอเหวี่ยงกับอัลเดบารันและอาวุธสังหารครบมือนั้น.... เห็นได้ชัดว่ามันทำให้พวกเขาดูจะเหนือชั้นกว่าพวกที่ผ่านๆมาอย่างลิบลับ...
คำพูดอันสบประมาทอย่างจงใจนั้นส่งผลให้หนึ่งในนั้นถึงกับผิวปากหวือ ก่อนจะกระชากแว่นดำออกจากใบหน้าของตน เผยให้เห็นดวงตายาวเรียวสีน้ำเงินเข้มซึ่งจ้องตรงมาอย่างไม่สะทกสะท้าน มิใยแม้ว่าจะได้เห็นผลงานอันน่าประทับจากของการบุกเดี่ยวด้วยมือเปล่าของตนแล้วก็ตาม
“ปากกล้าดีจริงนะเจ้าหนู.... แต่ก็ต้องขอชมล่ะ ที่รู้ถึงการปรากฏกายของพวกเราได้ ใช่มั้ย..”
เขาจบประโยคพลางหันไปถามเพื่อน ก่อนจะต้องแปลกใจเมื่อได้เห็นใบหน้าอันซีดขาวไปด้วยความตื่นตระหนกของนักอ่านใจ
“เป็นอะไรไปอิวาน..”
ชากะหัวเราะเบาๆอยู่ในลำคอพลางเร่งคอสโมขึ้นอีกครั้ง แล้วประกายสีทองอันสว่างจ้าประหนึ่งดวงตะวันที่ราวกับจะแผดเผาฝูงหิ่งห้อยตัวเล็กตัวน้อยให้มอดไหม้เป็นจุณนั้นก็พลันระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมด้วยน้ำเสียงอันเย็นยะเยือกที่ตอบข้อสงสัยทั้งมวล
“จงถือว่าเป็นโทษที่เจ้าดันมีพลังจิตในการล่วงรู้จิตใจเถิด.... ในเมื่อเจ้าอ่านใจข้าได้หนหนึ่ง ในบัดนี้จึงได้ย่ามใจที่จะล้วงลึกเข้าไปสำรวจยังขุมพลังของข้า แล้วได้พบสิ่งใดกันล่ะ....”
คราวนี้อิวานแทบจะเข่าอ่อน.... แว่นดำที่ถืออยู่ถึงกับหลุดจากมือทว่าเขากลับมิได้คิดจะสนใจ เมื่อดวงตาสีเขียวเข้มที่กำลังเบิกโพลงคู่นั้นจับจ้องลนลานอยู่ที่เรือนร่างสีทองอร่ามของผู้บุกรุกอย่างหวาดกลัวสุดชีวิต
“แกเป็นใครกันแน่!!...... ละ.. แล้วทำไมแกถึงได้มีพลังอำนาจที่มากมายมหาศาลอย่างนี้...
นี่มันไม่ต่างอะไรกับแรงทำลายล้างของระเบิดนิวเคลียร์เลย!!..”
พริบตานั้น..
ปืนกลทั้ง4กระบอกก็พลันถูกยกขึ้นจ่อเป้าหมาย พร้อมด้วยอากัปกิริยาอันปราศจากอาการล้อเล่นอีกต่อไป
“ถึงแม้ว่าแกจะเป็นปีศาจร้าย... แต่พวกเราก็ไม่มีทางยอมให้เข้าไปถึงตัวนายท่านได้หรอก
ไม่ว่าแกจะมีพลังอำนาจล้นฟ้ามาจากไหนก็ตาม อย่างมากก็แค่ตายด้วยกันแหละวะ!!”
“คอร์เรลลี!!”
ทันทีที่สิ้นเสียงตะโกนก้อง ชายที่ดูอ่อนที่สุดในกลุ่มก็แสดงความสามารถอันน่ามหัศจรรย์ออกมา และสิ่งที่ได้พบนั้นก็ส่งผลให้ชากะอดทึ่งมิได้ เมื่อร่างของตนถูกมือที่มองไม่เห็นตรึงไว้อย่างแน่นหนา และมันก็ช่างน่าอัศจรรย์ใจนัก ที่ในกลุ่มมนุษย์สามัญธรรมดาทั้ง4คนนี้ก็ยังมีผู้ที่สามารถใช้พลังจิตได้เช่นนี้
.....และหากว่ามูได้ชายคนนี้มาเป็นคู่มือคงจะยิ่งสนุกกว่านี้นับร้อยนับพันเท่า ในฐานะของผู้ที่ใช้พลังจิตเหมือนๆกัน.....
น่าเสียดาย....
“ยิง!!”
เจ้าของนามคอร์เรลลีให้สัญญาณในทันทีที่ตนมั่นใจว่าศัตรูมิอาจจะขยับเขยื้อนตัวได้แน่แล้ว และในวินาทีนั้นเสียงปืนกลทั้ง4กระบอกก็พลันแผดคำรามออกมาพร้อมๆกัน......
---------------------------------------------------
To Be Con...Chapter46^0^
โดยส่วนตัวเเล้ว... เป็นอะไรที่มูนดรอปอดคิดไม่ได้ว่ามันคงจะน่าเบื่อเกินไป หากว่าฝ่ายพระเอกซึ่งสุดเเสนจะเก่งกาจจะสามารถชนะได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้นก็เลยเพิ่มสีสันเข้าไปให้โดยการที่ทำให้ศัตรูลอตล่าสุดนี้ดูมีฝีมือขึ้นมาบ้าง เเต่ว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามกันต่อไปนะคะ^ ^
“รีแกน....”
หญิงสาวหันขวับทันทีที่น้ำเสียงอันแผ่วเบาของชายผู้เปรียบเสมือนบิดาคนที่2ของหล่อนดังขึ้นข้างกาย โทมัส เบลนด์ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะวางมือลงบนบ่าเล็กบอบบางพร้อมด้วยสีหน้าซึ่งยากแก่การคาดเดา แต่ถึงอย่างนั้น... นั่นก็ยังมิใช่สิ่งที่ทำให้เรจิน่าต้องใจหายวาบหากแต่เป็นเพราะการมาของเขาต่างหาก....
ในเมื่อแต่ไหนแต่ไรมาโทมัสไม่เคยจะมาเยี่ยมเยียนหล่อนถึงห้องอย่างนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว และนั่นก็ทำให้หล่อนยิ่งรู้สึกถึงความผิดปรกติ
“ชากะล่ะคะ ทอม...”
หายไปนานร่วมเดือนเลยสำหรับฟิคเรื่องนี้ สงสัยว่าคนอ่านจะหายไปหมดเเล้ว เหอๆ*0*
เเต่ยังไงก็ตามมูนดรอปเคยบอกเอาไว้เเล้วว่าจะไม่ทิ้งก็หมายความตามนั้นจริงๆค่ะ^ ^
เเละในวันนี้... ยังคงเป็นตอนต่อเนื่องของการถล่มฐานศัตรูที่น่าสงสาร
---------------------------------------------
Chapter45
โกลเซนต์เวอร์โกหยุดยืนชมสถาปัตยกรรมดั้งเดิมอันงดงามของตัวอาคารศูนย์บัญชาการซึ่งยังมิได้ถูกทำลายอยู่เป็นครู่... เห็นได้ชัดว่าวัสดุภายนอกของอาคารตรงหน้านั้นเป็นหินธรรมชาติที่มิได้มีการตกแต่งทาสีแต่อย่างใด
ถึงแม้ว่าจะเก่าแก่ทรุดโทรมไปบ้างตามกาลเวลาหากก็ยังคงงามสง่ามิเสื่อมคลาย ...แสดงให้เห็นถึงความเก่าแก่ของสถานที่แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี แตกต่างจากอาคารด้านนอกอันเป็นหน้าด่านซึ่งสร้างขึ้นในภายหลังอย่างเห็นได้ชัด ไม่ว่าจะเป็นความประณีตละเอียดอ่อนในการก่อสร้าง รูปแบบและลักษณะภายนอกของมัน หรือแม้กระทั่งการตกแต่งซึ่งก็แลดูแตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด
......เป็นเช่นนี้เองสินะ.... ตระกูลคาร์วัลเลตติ
ช่างสมกับที่เป็นตระกูลอันเก่าแก่มั่งคั่ง ซึ่งดำรงค์อยู่คู่กับอิตาลีมาช้านานยิ่งนัก.....
...ถึงแม้ว่าจะเป็นเพียงมนุษย์อ่อนแอธรรมดาๆ แต่ก็ยังทรงอิทธิพลได้มากถึงเพียงนี้.......
อย่างนี้แล้ว... คำกล่าวที่ว่าในทุกยุคทุกสมัยของผู้นำประเทศตั้งแต่ครั้งอดีต มักจะมีคนจากตระกูลนี้เป็นผู้ชักใยอยู่เบื้องหลังก็ฟังดูจะมีเหตุผลน่าเชื่อถือ...
...น่าเสียดาย....
แต่.... อย่างไรเสียก็คงจะต้องขอให้จบลงเพียงเท่านี้ล่ะนะ....
“...จะจบอะไรหรือ...”
ชากะชะงักไปครู่หนึ่งเมื่อน้ำเสียงอันแหบห้าวจากบุรุษอีกคนหนึ่งดังขึ้นจากเบื้องหลัง หากแต่ชายหนุ่มก็ยังคงวางสีหน้าเรียบเฉยไม่เปลี่ยนแปลง จะมีก็เพียงรอยยิ้มน้อยๆที่ประดับอยู่บนเรียวปากเท่านั้น
“ก็คิดอยู่แล้วเหมือนกัน ว่าพวกเจ้าดูจะแตกต่างจากพวกข้างนอกนั่นพอดู... แต่ก็ยังคิดไม่ถึงว่าจะมีฝีมือร้ายกาจถึงขนาดอ่านใจข้าได้....
แต่การยืนแอบฟังความคิดของคนอื่นอยู่นานสองนานมันก็ออกจะเสียมารยาทเอาการอยู่นะ ....หรือว่าเจ้านายของพวกเจ้าจะไม่เคยสอนมารยาทให้บ้างเลย...”
น้ำเสียงเนิบนาบอันแฝงไว้ด้วยความเยือกเย็นนั้นตอบโต้กลับอย่างไม่ยอมแพ้ในนาทีต่อมา พร้อมด้วยร่างสูงเพรียวภายใต้ชุดโกลครอธเวอร์โกที่ยังไม่มีแม้แต่รอยขีดข่วนพลันหันกลับมาประจันหน้ากับบุรุษแปลกหน้าทั้ง4คน
พวกเขาแต่ละคนล้วนสวมชุดสูทสีดำสนิทพร้อมด้วยแว่นดำซึ่งดูน่าเกรงขามเหมือนๆกัน ทรงผมตัดสั้นสีดำมันวาวที่ใส่น้ำมันเสียจนเรียบไม่กระดิกสักเส้นหวีเสยไปด้านหลัง อีกทั้งเรือนกายที่สูงใหญ่พอฟัดพอเหวี่ยงกับอัลเดบารันและอาวุธสังหารครบมือนั้น.... เห็นได้ชัดว่ามันทำให้พวกเขาดูจะเหนือชั้นกว่าพวกที่ผ่านๆมาอย่างลิบลับ...
คำพูดอันสบประมาทอย่างจงใจนั้นส่งผลให้หนึ่งในนั้นถึงกับผิวปากหวือ ก่อนจะกระชากแว่นดำออกจากใบหน้าของตน เผยให้เห็นดวงตายาวเรียวสีน้ำเงินเข้มซึ่งจ้องตรงมาอย่างไม่สะทกสะท้าน มิใยแม้ว่าจะได้เห็นผลงานอันน่าประทับจากของการบุกเดี่ยวด้วยมือเปล่าของตนแล้วก็ตาม
“ปากกล้าดีจริงนะเจ้าหนู.... แต่ก็ต้องขอชมล่ะ ที่รู้ถึงการปรากฏกายของพวกเราได้ ใช่มั้ย..”
เขาจบประโยคพลางหันไปถามเพื่อน ก่อนจะต้องแปลกใจเมื่อได้เห็นใบหน้าอันซีดขาวไปด้วยความตื่นตระหนกของนักอ่านใจ
“เป็นอะไรไปอิวาน..”
ชากะหัวเราะเบาๆอยู่ในลำคอพลางเร่งคอสโมขึ้นอีกครั้ง แล้วประกายสีทองอันสว่างจ้าประหนึ่งดวงตะวันที่ราวกับจะแผดเผาฝูงหิ่งห้อยตัวเล็กตัวน้อยให้มอดไหม้เป็นจุณนั้นก็พลันระเบิดขึ้นอย่างรุนแรง พร้อมด้วยน้ำเสียงอันเย็นยะเยือกที่ตอบข้อสงสัยทั้งมวล
“จงถือว่าเป็นโทษที่เจ้าดันมีพลังจิตในการล่วงรู้จิตใจเถิด.... ในเมื่อเจ้าอ่านใจข้าได้หนหนึ่ง ในบัดนี้จึงได้ย่ามใจที่จะล้วงลึกเข้าไปสำรวจยังขุมพลังของข้า แล้วได้พบสิ่งใดกันล่ะ....”
คราวนี้อิวานแทบจะเข่าอ่อน.... แว่นดำที่ถืออยู่ถึงกับหลุดจากมือทว่าเขากลับมิได้คิดจะสนใจ เมื่อดวงตาสีเขียวเข้มที่กำลังเบิกโพลงคู่นั้นจับจ้องลนลานอยู่ที่เรือนร่างสีทองอร่ามของผู้บุกรุกอย่างหวาดกลัวสุดชีวิต
“แกเป็นใครกันแน่!!...... ละ.. แล้วทำไมแกถึงได้มีพลังอำนาจที่มากมายมหาศาลอย่างนี้...
นี่มันไม่ต่างอะไรกับแรงทำลายล้างของระเบิดนิวเคลียร์เลย!!..”
พริบตานั้น..
ปืนกลทั้ง4กระบอกก็พลันถูกยกขึ้นจ่อเป้าหมาย พร้อมด้วยอากัปกิริยาอันปราศจากอาการล้อเล่นอีกต่อไป
“ถึงแม้ว่าแกจะเป็นปีศาจร้าย... แต่พวกเราก็ไม่มีทางยอมให้เข้าไปถึงตัวนายท่านได้หรอก
ไม่ว่าแกจะมีพลังอำนาจล้นฟ้ามาจากไหนก็ตาม อย่างมากก็แค่ตายด้วยกันแหละวะ!!”
“คอร์เรลลี!!”
ทันทีที่สิ้นเสียงตะโกนก้อง ชายที่ดูอ่อนที่สุดในกลุ่มก็แสดงความสามารถอันน่ามหัศจรรย์ออกมา และสิ่งที่ได้พบนั้นก็ส่งผลให้ชากะอดทึ่งมิได้ เมื่อร่างของตนถูกมือที่มองไม่เห็นตรึงไว้อย่างแน่นหนา และมันก็ช่างน่าอัศจรรย์ใจนัก ที่ในกลุ่มมนุษย์สามัญธรรมดาทั้ง4คนนี้ก็ยังมีผู้ที่สามารถใช้พลังจิตได้เช่นนี้
.....และหากว่ามูได้ชายคนนี้มาเป็นคู่มือคงจะยิ่งสนุกกว่านี้นับร้อยนับพันเท่า ในฐานะของผู้ที่ใช้พลังจิตเหมือนๆกัน.....
น่าเสียดาย....
“ยิง!!”
เจ้าของนามคอร์เรลลีให้สัญญาณในทันทีที่ตนมั่นใจว่าศัตรูมิอาจจะขยับเขยื้อนตัวได้แน่แล้ว และในวินาทีนั้นเสียงปืนกลทั้ง4กระบอกก็พลันแผดคำรามออกมาพร้อมๆกัน......
---------------------------------------------------
To Be Con...Chapter46^0^
โดยส่วนตัวเเล้ว... เป็นอะไรที่มูนดรอปอดคิดไม่ได้ว่ามันคงจะน่าเบื่อเกินไป หากว่าฝ่ายพระเอกซึ่งสุดเเสนจะเก่งกาจจะสามารถชนะได้อย่างง่ายดาย
ดังนั้นก็เลยเพิ่มสีสันเข้าไปให้โดยการที่ทำให้ศัตรูลอตล่าสุดนี้ดูมีฝีมือขึ้นมาบ้าง เเต่ว่าผลสรุปจะเป็นอย่างไรนั้น ติดตามกันต่อไปนะคะ^ ^
“รีแกน....”
หญิงสาวหันขวับทันทีที่น้ำเสียงอันแผ่วเบาของชายผู้เปรียบเสมือนบิดาคนที่2ของหล่อนดังขึ้นข้างกาย โทมัส เบลนด์ชะโงกหน้าเข้ามาใกล้ก่อนจะวางมือลงบนบ่าเล็กบอบบางพร้อมด้วยสีหน้าซึ่งยากแก่การคาดเดา แต่ถึงอย่างนั้น... นั่นก็ยังมิใช่สิ่งที่ทำให้เรจิน่าต้องใจหายวาบหากแต่เป็นเพราะการมาของเขาต่างหาก....
ในเมื่อแต่ไหนแต่ไรมาโทมัสไม่เคยจะมาเยี่ยมเยียนหล่อนถึงห้องอย่างนี้เลยแม้แต่ครั้งเดียว และนั่นก็ทำให้หล่อนยิ่งรู้สึกถึงความผิดปรกติ
“ชากะล่ะคะ ทอม...”


Short Fic
